โรค มือ-เท้า-ปาก และ โรคจากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 (สำหรับประชาชน)

โดย ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

Post : 27/09/2549 09:06      Last Update: //543 :
 
     

โรค มือ-เท้า-ปาก และ โรคจากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71

โรคมือเท้าปากคืออะไร

            โรค มือ-เท้า-ปาก เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มักระบาดในช่วงหน้าฝนโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเตอโรไวรัส ซึ่งมีหลายตัวที่ทำให้เกิดได้ โดยเชื้อที่รุนแรงที่สุดคือ เชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 หรือเรียกสั้นๆว่าเชื้อ อีวี 71

 

อาการของโรคมือ-เท้า-ปาก เป็นอย่างไร และรักษาอย่างไร

            เด็กที่เป็นโรคมือ-เท้า-ปาก มักเริ่มด้วยอาการไข้ เจ็บปาก กินอะไรไม่ค่อยได้ น้ำลายไหล เพราะมีแผลในปากเหมือนแผลร้อนใน และมีผื่นเป็นจุดแดง หรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจมีตามลำตัว แขน ขาได้ ผู้ป่วยมักมีอาการมากอยู่ 2-3 วัน จากนั้นค่อยๆ ดีขึ้นจนหายใน 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มีอาการไม่มาก แต่บางรายมีอาการมากจนกินอาหารและน้ำไม่ได้

            โดยปรกติโรคนี้ไม่น่ากลัว และหายเองโดยไม่มีปัญหา แต่อาจมีโอกาสพบปัญหาแทรกซ้อนรุนแรงได้ประมาณ 1 ต่อ 10,000 ราย โดยเฉพาะถ้าเกิดจากเชื้อ อีวี 71 ปัญหาแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดคือ สมองอักเสบ ทำให้เกิดภาวะหายใจ และระบบไหลเวียนล้มเหลว ซึ่งถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว และบางครั้งเชื้อ อีวี 71 อาจทำให้เกิดสมองอักเสบรุนแรงได้โดยไม่ต้องมีผื่นแบบ มือ-เท้า-ปาก ก็ได้ ปัจจุบันยังไม่มีสิ่งใดที่จะบ่งบอกได้ว่าผู้ป่วยรายใดจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนรุนแรงขึ้น แต่เด็กที่จะมีปัญหาแทรกซ้อนรุนแรงหรือสมองอักเสบ มักมีอาการ ซึม อ่อนแรง ชักกระตุก มือสั่น เดินเซ หอบ อาเจียน ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้จะต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

            โรคนี้ไม่มียารักษาจำเพาะ หลักการรักษาเป็นการรักษาตามอาการ เด็กที่มีภาวะแทรกซ้อนจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยวิกฤต

โรคมือ-เท้า-ปาก ติดต่อได้อย่างไร

            โรคนี้ติดต่อโดยการสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย หรือ อุจจาระของผู้ป่วยโดยตรง หรือทางอ้อม เช่น สัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู หรือน้ำ และอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ โรคนี้จึงมักระบาดในโรงเรียนชั้นอนุบาลเด็กเล็ก หรือสถานรับลี้ยงเด็กเล็ก

โรคมือ-เท้า-ปาก ป้องกันได้อย่างไร

     ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ การป้องกันที่สำคัญคือ แยกผู้ป่วยที่เป็นโรคมิให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือ เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังเด็กคนอื่น หมั่นทำความสะอาดของเล่น และสิ่งแวดล้อมทุกวัน การทำความสะอาดโดยใช้สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาชะล้างทำความสะอาดทั่วไป แล้วทำให้แห้ง สามารถฆ่าเชื้อได้ดี ควรระมัดระวังในความสะอาดของน้ำ อาหารและ สิ่งของทุกๆอย่างที่เด็กอาจเอาเข้าปาก โรงเรียนไม่ควรรับเด็กป่วยเข้าเรียนจนกว่าจะหายดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

     ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานที่ป่วยไปพบแพทย์ ไม่ควรพาไปโรงเรียน หากพบว่าเป็นโรคนี้ ควรให้การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ โรคนี้มักหายเองโดยไม่มีปัญหา แต่ควรเฝ้าระวังอาการซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้น

    

สถานรับดูแลเด็ก และโรงเรียนที่มีชั้นอนุบาล และชั้นประถมต้น ควรมีมาตรการป้องกันการระบาดของโรคนี้ดังนี้

1.      มีการตรวจคัดกรองเด็กป่วย ได้แก่เด็กที่มีไข้  หรือเด็กที่มีผื่น หรือมีแผลในปาก ไม่ให้เข้าเรียน ทั้งนี้เพราะมีผู้ป่วยบางคนที่มีอาการน้อยมาก หรือมีบางคนที่มีอาการไข้แต่ไม่มีผื่น ควรต้องจัดหาเครื่องมือวัดอุณหภูมิ (ปรอท) ไว้ให้พร้อมเพื่อใช้ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กจะมีไข้ และมีครู หรือพยาบาลตรวจรับเด็กก่อนเข้าเรียนทุกวัน

2.      ควรมีมาตรการในการทำความสะอาดของเล่น และสิ่งแวดล้อมทุกวัน หรือเมื่อมีการเปื้อนน้ำลาย น้ำมูกหรือสิ่งสกปรก

3.      มีมาตรการเคร่งครัดในการล้างมือ หรือใช้แอลกอฮอลล์เจลล้างมือ ให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับที่ดูแลสัมผัสเด็กเล็ก โดยเฉพาะในทุกครั้งที่อาจสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระ

4.      หากมีการระบาดเกิดขึ้น ได้แก่มีผู้ป่วย 2 รายขึ้นไปในชั้นเรียน ควรพิจารณาปิดชั้นเรียนนั้นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือหากมีการระบาดเกิดขึ้นในหลายชั้นเรียนควรปิดโรงเรียนด้วย เพื่อหยุดการระบาด

 


สงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาบทความ©ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

     
 


ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ประพันธ์บทความหรือผู้ดำเนินการเว็บไซต์นี้ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
ผู้ประพันธ์บทความนี้ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
 
     
 
     
     
เนื้อหาภายในเวปไซต์
Interesting Link

L10 Web Stats Reporter 3.15 LevelTen Hit Counter - Free PHP Web Analytics Script
LevelTen dallas web development firm - website design, flash, graphics & marketing